การให้คำปรึกษาด้านยาแก่ผู้ป่วย STD

หมวด: การสื่อสารในร้านยา เผยแพร่เมื่อ: วันพุธ, 15 กุมภาพันธ์ 2560
คุณสมบัติของเภสัชกรเกี่ยวกับการสื่อสารเรื่องเพศ

                                เภสัชกรชุมชนคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่พูดคุยสื่อสารเรื่องทางเพศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคหรือยาที่ผู้ป่วยมาขอรับบริการ ดังนั้นเภสัชกรที่ดีควรจะมีคุณสมบัติต่างๆ ดังนี้

  1. 1.บุคลิกท่าทาง

มีการแต่งกายเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน การสวมเสื้อกาวน์ช่วยทำให้มีบุคลิกภาพน่าเชื่อถือขึ้น ทรงผมควรจะเรียบร้อย เภสัชกรหญิงก็ไม่ควรไว้ผมทรงทันสมัยล้ำหน้าเกินไป หรือเภสัชกรชายก็ไม่ควรใส่เจลผมตั้งๆ ตามแฟชั่น ไม่ทำสีผมเป็นสีผิดธรรมชาติ เช่น ฟ้า ม่วง ส้ม การแต่งหน้าให้พอดีอย่าเข้มมากเกินไปการสวมเสื้อยืดคอกลมก็อาจไม่เหมาะสม เพราะทำให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเภสัชกร

การตอบคำถามด้วยท่าทางที่มั่นใจจะทำให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เพราะถ้าผู้พูดแสดงออกถึงความลังเลใจ หรือตอบไม่เต็มปากเต็มคำอึกอัก ก็จะทำให้ผู้ป่วยเกิดความสงสัยว่า ข้อมูลที่ได้รับจะถูกต้องหรือไม่

การแสดงออกที่มีต่อผู้ป่วยก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการแสดงท่าทางสนใจ เอาใจใส่ ตั้งใจฟังสิ่งที่ผู้ป่วยเล่าให้ฟัง รวมถึงการแสดงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในโอกาสที่สมควร เช่น ผู้ป่วยอาจเล่าว่า ตนเองเจ็บป่วยทนทุกข์กับโรคที่เป็นอยู่ เภสัชกรก็ควรจะรับฟังด้วยท่าทีที่เห็นใจ ไม่ใช่ทำหน้าตายิ้มแย้มขณะที่ผู้ป่วยกำลังเล่าเรื่องความเจ็บป่วยอยู่

การยิ้มแย้มแจ่มใส แสดงความเป็นกันเองก็เป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับผู้มาใช้บริการ เพราะเภสัชกรที่ท่าทางดุ เคร่งขรึม อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่อยากมาใช้บริการอีกได้ การรีบลุกออกไปให้บริการเมื่อผู้ป่วยเดินเข้ามาหรือกล่าวทักทายผู้ป่วยก็เป็นสิ่งที่สร้างความรู้สึกเป็นกันเองได้ดี

การแสดงความสุภาพอ่อนน้อม เรียกสรรพนามผู้ป่วยตามวัยที่เหมาะสมจะสร้างความเป็นกันเองได้ดีขึ้น(แต่ถ้าไม่คุ้นเคยควรใช้คำว่า “คุณ” ไม่ควรพูดจาดุผู้ป่วยเมื่อเขาทำตัวไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการหรือพูดจาข่มขู่เอ็ดเสียงดังเมื่อผู้ป่วยไม่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำ

ความคล่องแคล่วว่องไวในกรณีผู้ป่วยมารับบริการหลายคนก็เป็นสิ่งจำเป็น โดยกล่าวทักทายคนที่มาทีหลัง บอกให้รอสักครู่ จัดยาและให้คำแนะนำได้อย่างรวดเร็ว ไม่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่ารอนานเกินไป

  1. 2.การควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดี

บางครั้งเภสัชกรจะต้องเจอกับสภาวะความกดดัน เช่น ถูกผู้ป่วยต่อว่า ต่อรองราคาสินค้า หรือ พูดจาแสดงความไม่เชื่อถือ ก็ต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้ ไม่แสดงสีหน้าให้ผู้ป่วยเห็นว่าเราไม่พอใจเขา ไม่พูดจาประชดประชันออกไป เช่น “ถ้าไม่เชื่อก็ไปหาหมอก็ได้” “กินยาชุดเดียวจะไปหายได้อย่างไร..กินไปก็ไม่หาย” “เคยซื้อร้านไหนได้ก็กลับไปซื้อก็แล้วกัน” เป็นต้น

เภสัชกรไม่ควรทำท่าเขินอายเมื่อผู้ป่วยเล่าเรื่องในร่มผ้า นอกจากนี้การแสดงสีหน้าท่าทางเบื่อหน่ายเมื่อผู้ซักถามมาก หรือแสดงท่าไม่เชื่อถือในสิ่งที่ผู้ป่วยพูด อาจเป็นความเชื่อด้านสมุนไพร การแพทย์ทางเลือกอื่นๆ

  1. 3.สามารถใช้ทักษะต่างๆได้เหมาะสม
  2. 1การใช้คำถามและการตอบคำถามได้เหมาะสม

การถามตอบเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการให้บริการ เพราะเภสัชกรจะต้องถามคำถามเพื่อซักถามอาการได้ละเอียด สิ่งที่ผู้ป่วยต้องการคือการที่เราให้ความสนใจซักถามอย่างละเอียด จะช่วยทำให้การวินิจฉัยและจัดยาได้ตรงโรค และขณะเดียวกันผู้ป่วยก็รู้สึกว่า เราให้ความสนใจใส่ใจในตัวเขาและมั่นใจว่าจัดยาได้ถูกต้อง ถ้าถามอาการแค่ 1-2 คำถามแล้วจัดยาเลย อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความสงสัยว่ายาที่ได้รับจะกินแล้วได้ผลหรือไม่

ส่วนการตอบคำถามก็เช่นกัน ถ้าเภสัชกรตอบด้วยความลังเลใจ ก็อาจทำให้ผู้รับบริการไม่มั่นใจในตัวเขา หรือตอบคำถามไม่กระจ่าง ใช้ศัพท์เทคนิคซึ่งไม่เข้าใจก็อาจทำให้งงได้เช่นกัน หรือรีบๆ ตอบเพื่อให้จบๆ ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยถามต่อในสิ่งที่สงสัย (ทั้งๆที่ไม่มีผู้ป่วยรอรับบริการอีก)

  1. 2น้ำเสียง

เสียงดังฟังชัด ไม่เบาหรือค่อยเกินไป พูดจาไพเราะ มีหางเสียง ไม่ให้ดูห้วนเกินไป ไม่พูดเร็วรัวจนฟังไม่ทันถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ควรใช้เสียงดังจนคนอื่นในร้านได้ยินด้วย ควรพูดให้ค่อยลงได้ยินเพียงสองคน

น้ำเสียงต้องไม่ใช้เสียงเข้มหรือดุ หรือคาดคั้นเอาคำตอบ เพราะจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกกลัว ตอบคำถามไม่ตรงความจริง เภสัชกรที่พูดเก่งพูดเร็วเกินไป แต่ท่าทางไม่เหมาะสมอาจมีบุคลิกไม่น่าเชื่อถือก็เป็นได้

  1. 4.มีความรู้

การที่เภสัชกรสามารถตอบคำถามได้ดี เพราะมีความรู้แนะนำผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม จะเพิ่มความเชื่อถือในตัวเภสัชกรมากขึ้น

  1. 5.เก็บรักษาความลับ

การเก็บรักษาข้อมูลเรื่องการเจ็บป่วยหรือประวัติส่วนตัวของผู้ป่วยเป็นความลับถือเป็นจรรยาบรรณของเภสัชกร เพราะถ้าผู้ป่วยรู้ว่าเรื่องของตนถูกนำไปเล่าให้คนอื่นฟัง โดยที่ตนเองไม่ได้ยินยอมก็อาจไม่พอใจได้ และเกิดผลเสียตามมา คือไม่กลับมาใช้บริการ หรืออาจถูกฟ้องร้องได้ ในกรณีที่จะนำมาเป็นกรณีศึกษาควรใช้นามสมมติที่ไม่สามารถอ้างอิงถึงได้ว่าเป็นใครแทน

อุปสรรคในการสื่อสารเรื่องยาที่ใช้ในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

                อุปสรรคในการสื่อสารเรื่องยาที่ใช้ในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เภสัชกรกับผู้รับบริการ(ผู้ซื้อยา)ไม่สามารถสื่อสารกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ และอาจทำให้เกิดความเข้าใจไม่ตรงกันหรือเข้าใจผิดได้ ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจอุปสรรคต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นดังนี้

  1. 1.เพศ

ในกรณีที่ผู้ขายและผู้ซื้อมีเพศตรงข้ามกัน เช่น ผู้ขายเป็นผู้ชายและผู้ซื้อเป็นหญิงสาว ก็อาจทำให้ผู้ซื้อเกิดความกระอักกระอ่วนใจ ไม่กล้าหรือเขินอาย ไม่พร้อมที่จะให้ข้อมูล หรือบอกเล่าอาการที่เป็นแก่ผู้ขาย ในทำนองเดียวกัน ผู้ขายเองก็อาจรู้สึกลำบากใจที่จะพูดคุย กลัวว่าจะเป็นการละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวเกินไป หรือรู้สึกเขินเช่นเดียวกัน

        ดังนั้น สิ่งที่ผู้ขายจะช่วยให้ผู้ซื้อเกิดความมั่นใจและเต็มใจที่จะเล่าข้อมูล คือ การสร้างความไว้วางใจ ซึ่งจะเกิดเมื่อผู้ขายแสดงทั้งสีหน้าท่าทางคำพูดให้หนักแน่นและแสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ อยากจะช่วยแก้ไขปัญหาของผู้ซื้อ เช่น การทำสีหน้าให้เป็นปกติ การพูดไม่เจือเสียงหัวเราะ หรือพูดติดตลก อมยิ้ม หรือทำท่าเขินอาย แต่ควรวางสีหน้าธรรมดา แสดงท่าทีที่สงบมั่นคง ใช้น้ำเสียงปกติที่ฟังดูนุ่มนวล เน้นพูดข้อมูลเชิงวิชาการ และไม่มีการพูดแซวเล่น

  1. 2.ผู้ขายคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าจะรู้ๆกันอยู่

ในการให้บริการทุกๆ วัน บางเรื่องเภสัชกรคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายมาก เพราะน่าจะใช้เป็นเช่น

การใช้ถุงยางอนามัย การกินยาคุมกำเนิด การใช้ยาเหน็บช่องคลอด มีผู้ซื้อหลายคนเมื่อผู้ขายถามว่า รู้จักวิธีใช้มั้ย ผู้ซื้อก็จะพยักหน้าหรือตอบว่าใช่ เพราะคิดว่า ตนเองใช้เป็น หรือกลัวเสียหน้าถ้าตอบว่าไม่รู้ สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ขายจะต้องคำนึงถึงคือ การที่จะทำอย่างไรให้ผู้ซื้อใช้ยาหรืออุปกรณ์นั้นได้อย่างถูกวิธี ซึ่งมีวิธีการตรวจสอบโดยการเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อเป็นฝ่ายเล่าหรือบอกว่าตนเองเคยใช้อย่างไร เข้าใจว่าใช้อย่างไร

วิธีการดังกล่าวอาจเป็นวิธีการที่ไม่คุ้นเคยกัน และใช้เวลามาก ทำให้ไม่ค่อยมีการนำมาใช้ในการพูดคุย แต่ถ้าทดลองดูสัก 1-2 รายจะรู้ว่า สิ่งที่เราคิดว่าเขาน่าจะรู้หรือใช้เป็นนั้น อาจได้ข้อมูลที่น่าแปลก หรือไม่น่าเชื่อว่า เขาใช้ไม่ถูกต้อง หรือใช้ไม่ถูกวิธี หรือมีความเข้าใจอะไรที่ผิดๆก็ได้

โดยเริ่มต้นจากการพูดแบบเป็นกันเองว่า “ลองเล่าให้ฟังซักนิดว่า ที่น้อง(คุณ)เคยใช้นั้น ใช้อย่างไร เพื่อจะได้แนะนำเพิ่มเติม” หรือ “ลองช่วยบอกหน่อยว่า เข้าใจว่าจะใช้ยานี้อย่างไร เพื่อจะได้แนะนำเพิ่มเติม”

กรณีการใช้ยาคุมกำเนิด

“ยานี้จะเริ่มต้นกินเมื่อไร ตรงช่วงไหน ใช้เวลาไหน”

“ถ้าเกิดลืมกินจะทำอย่างไร”

“เมื่อหมดแผงแล้วจะเริ่มแผงใหม่อย่างไร”

“แผงที่แล้ว น้องต้องรอให้เมนส์มาก่อนแล้วจึงค่อยกินหรือกินต่อเนื่องไปเลย”

กรณีการใช้ยาเหน็บ

“ไม่ทราบว่าเคยใช้หรือยัง”

“ถ้าเคยใช้แล้วอันนี้อาจจะเป็นยาชนิดที่คุณยังไม่เคยใช้ ทุกทีที่เคยใช้นั้นใช้อย่างไรคะ(ครับ)”

“คุณพอจะทราบมั้ยว่ายาเหน็บนี้จะต้องใช้ติดต่อกันนานกี่วัน “

“มีอะไรที่ทำให้ไม่ชอบใช้ยาเหน็บ (ถ้าเขาไม่ชอบใช้ยารูปแบบนี้)”

และอาจให้เอกสารโดยกล่าวเพิ่มเติมว่า “อันนี้เป็นเอกสารอธิบายใช้ที่ถูกต้อง ลองอ่านดูเพิ่มเติม”

กรณีการใช้ถุงยางอนามัย

                การพูดคุยในตอนแรกอาจจะเริ่มต้นลำบาก จึงใช้เอกสารเป็นตัวเริ่มต้นสนทนา

“เอกสารนี้เป็นเอกสารอธิบายวิธีใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธี”

“ใช้แล้วมีปัญหาหรือข้อสงสัยอะไรอีกบ้าง เชิญสอบถามได้”

“ในคนที่เพิ่งเริ่มใช้อาจยุ่งยากสักนิด เดี๋ยวจะอธิบายรายละเอียดให้ทราบ”

“มีข้อมูลพบบ่อยว่า การใช้ถุงยางไม่ได้ผลในการป้องกัน คือการไม่ได้บีบไล่ลมที่ปลายถุงก่อนใส่” แล้วก็เปิดดูรูปอธิบายตามไปด้วยก็ได้ เพื่อทำให้ผู้ซื้อเข้าใจมากยิ่งขึ้น

  1. 3.การปกปิดข้อมูลของผู้ซื้อ

ผู้ป่วยบางคนอาจจะรู้สึกอาย ถ้าบอกความจริงแก่ผู้ขายว่าตนเองเป็นโรคหรือมีอาการที่เกิดในร่มผ้า หรือโรคที่คิดว่าสังคมรังเกียจ เช่น โรคเอดส์ เขาจึงปกปิดว่า เขาไม่ใช่คนป่วยและมีผู้ป่วยฝากมาซื้อ เมื่อซักถามไปเรื่อยๆ ก็พอจับพิรุธได้ และคาดเดาว่าน่าจะเป็นตัวเขาเองที่เป็นผู้ป่วย

เมื่อผู้ขายเจอผู้ป่วยลักษณะแบบนี้ ไม่ต้องไปคาดคั้นความจริง หรือพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าเขาโกหก แต่จุดประสงค์หลักคือ การได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อใช้ในการจัดยาได้ถูกต้องตามอาการ หรือให้คำแนะนำที่เหมาะสม

ดังนั้นในการซักถามอาการ จึงทำเสมือนหนึ่งว่าเขาคือผู้ป่วยโดยไม่ต้องไปพะวงว่าเขาอาจตอบหรือให้ข้อมูลไม่ได้ แต่ถ้าถามแล้วได้คำตอบที่ไม่แน่นอน ไม่สามารถระบุโรค/อาการที่แน่ชัด หรือไม่สามารถจัดยาได้ ก็ต้องให้เขากลับไปถามอาการให้ชัดเจนมาก่อน เพราะเป็นที่แน่นอนว่าเขาไม่ใช่ผู้ป่วย จึงตอบคำถามไม่ได้ แต่ถ้าสามารถได้ข้อมูลเพียงพอ ก็จัดยาและให้คำแนะนำตามปกติ

  1. 4.โรคร้ายแรง

ผู้ป่วยเอดส์ที่มีอาการบางรายอาจมาซื้อยาที่ร้าน โดยไม่ได้แสดงตัวว่าตนเองเป็นโรคเอดส์ เมื่อผู้ขาย สามารถคาดเดาว่า น่าจะมีโอกาสใช่ผู้ป่วยเอดส์แน่นอนจากอาการหรือจากยาที่มาซื้อ ผู้ขายบางคนอาจรู้สึกรังเกียจ เพราะกลัวว่าเขาจะแพร่เชื้อฉวยโอกาสมาให้ เช่น วัณโรค(ชนิดดื้อยา) จึงไม่อยากพูดคุยหรือซักถามอาการด้วย โดยเฉพาะถ้าเขามีอาการไอร่วมด้วย

ผู้ขายควรจะระมัดระวังการแสดงท่าทีออกไป เพราะผู้ป่วยจะสังเกตได้จากภาษาท่าทางว่า เรายินดีจะให้บริการหรือไม่ โดยแสดงคำพูดที่แสดงถึงความห่วงใย ใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนและเบาลง เช่น

“ไปตรวจร่างกายที่รพ.ประจำบ้างหรือเปล่า”

“ตอนนี้มีอาการอะไรที่ไม่สบายบ้าง แล้วใช้ยาอะไรอยู่”

“หมั่นออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ให้มากๆนะ”

เมื่อผู้ป่วยให้ความไว้วางใจและพร้อมที่จะเปิดเผยเรื่องราวของเขา ผู้ขายก็ควรแสดงท่าทีกระตือรือร้นที่จะให้ความช่วยเหลือ เช่น การส่งต่อแนะนำสถานบริการที่เหมาะสม การให้คำแนะนำเรื่องการดูแลสุขภาพ การให้คำปรึกษาเรื่องอื่นๆ เพื่อที่เขาจะได้มีกำลังใจในการดูแลตนเองต่อไป หรือถ้าผู้ขายไม่พร้อมที่จะพูดคุย ก็ควรมีเอกสารและเบอร์โทรของหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือเฉพาะกับเขา

ข้อสำคัญในการพูดคุยกันจะต้องระมัดระวังว่าจะมีคนอื่นได้ยินหรือไม่ การใช้เสียงสนทนาเบาลง ก็อาจช่วยได้ หรือพาผู้ป่วยมาคุยบริเวณที่เป็นสัดส่วนอีกด้านหนึ่ง

  1. 5.ผู้ขายคิดว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อที่จะต้องพูดหรืออธิบาย

กรณีผู้ซื้อต้องการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม เช่น ยาล้างลำกล้อง การใช้ยาเหน็บเพื่อทำความสะอาดช่องคลอด การใช้น้ำยาสวนล้างช่องคลอด การใช้ยาทาอวัยวะเพศชายให้ใหญ่ขึ้น ฯลฯ ผู้ขายเองอาจคิดว่าเป็นสิทธิที่เขาจะซื้อไปใช้ เรามีหน้าที่ขายก็ขายไป เคยอธิบายให้ข้อมูลที่ถูกต้องแล้วก็ไม่สนใจฟัง ยังมีพฤติกรรมเดิมๆ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง พูดไปก็แค่นั้นเพราะเขาต้องการจะซื้ออย่างเดียวไม่สนใจฟังคำแนะนำ

ผู้ขายต้องแยกแยะผู้ซื้อให้ชัดเจนว่า เป็นผู้ซื้อประเภทไหน ประเภทแรกเป็นพวกที่เคยพูด อธิบายแล้วหลายครั้งก็ยังมีพฤติกรรมเดิมๆ ประเภทที่สอง เป็นพวกที่ยังไม่เคยรับทราบข้อมูลการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสมมาก่อน

ผู้ซื้อประเภทที่สองนี้ ผู้ขายไม่ควรจะรู้สึกเบื่อที่จะอธิบาย ให้ข้อมูล หรือซักถามให้ละเอียด เพราะเขามีพฤติกรรมที่ผิดเพราะไม่รู้มาก่อน ไม่ใช่เพราะเขาไม่สนใจหรือไม่ใส่ใจ เมื่อเขารู้แล้วเขาจะรู้สึกขอบคุณที่เราให้คำแนะนำที่ดีแก่เขา เพราะเขาอาจจะไม่เคยมีใครให้ข้อมูลแบบนี้มาก่อนก็ได้

  1. 6.ผู้ขายคิดว่าเป็นเรื่องสิทธิส่วนตัว

กรณีนี้จะพบบ่อยในเรื่องการป้องกันการติดต่อโรค โดยผู้ขายเองคิดว่า หน้าที่ของเราคือแค่ขายยา/ผลิตภัณฑ์ ตามความต้องการของผู้ซื้อ ไม่ควรจะไปละลาบละล้วงเรื่องการป้องกันการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์ โดยการให้คำแนะนำให้เขารู้จักการป้องกันตัวเอง เพราะถือว่าเป็นสิทธิส่วนตัว หรือเรื่องส่วนตัวที่เขาจะมีวิธีจัดการกันเอง

โดยปกติคงไม่มีใครชอบให้คนอื่นพูดเรื่องส่วนตัว แต่ในกรณีนี้จะแตกต่างกับเรื่องทั่วๆไป เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นั้น ไม่ใช่รักษาเพียงคนเดียวแล้วจะหายขาด จะต้องรักษาเป็นคู่ ซึ่งถ้าเราจ่ายยารักษาเพียงคนเดียว เขาก็อาจเป็นๆหายๆจากโรคนั้นอีก แต่ถ้าเราแนะนำเรื่องวิธีป้องกันการติดต่อ ในช่วงที่มีการรักษาหรือมีความเสี่ยง ก็จะช่วยให้เขาไม่ไปทำให้คู่ของตนเองติดโรคได้ หรือในทางกลับกันทำให้ตัวเขาไม่ติดโรคซ้ำอีกได้

การให้คำแนะนำในเรื่องนี้จะเหมาะสมหรือไม่ขึ้นกับท่าทางน้ำเสียงวิธีการพูดของผู้ขายที่จะแสดงถึงความเอื้ออาทร ห่วงใย เช่น

“พี่ว่าน้องอาจจะปลอดภัยกว่านี้ เราน่าจะมาคุยกันเรื่องการป้องกันโรค”

“คุณมีเวลาสักครู่มั้ย เพื่อเราจะมีเวลาคุยเพิ่มเติมอีกสักหน่อยเรื่องการป้องกันโรค”

ไม่ควรพูดในทำนองที่ว่าหรือสั่งสอน เช่น

“ระวังนะ เดี๋ยวติดเอดส์หรอก”

“เป็นคนเดียวก็ไม่ว่า แต่พาลูกเมียเดือดร้อนด้วย”

“บอกแล้วว่าให้ใช้ถุงยางก็ไม่เชื่อ เห็นมั้ยว่าเป็นยังไง”

“ตอนเมาไม่กลัวติด พอมาตอนนี้รีบมาหายากินแทบไม่ทัน”

7.เรื่องที่เป็นประเด็นทางจริยธรรม

                การที่ผู้ซื้อมาขอซื้อยาขับประจำเดือนเนื่องจากรอบเดือนไม่มา หรือตรวจแล้วทราบว่าตั้งครรภ์ ผู้ขายเองรู้ว่าผู้ซื้อไม่ประสงค์จะมีบุตร แต่ทางเลือกในการตัดสินใจนั้นถูกต้องเหมาะสมหรือยัง และบทบาทของผู้ขายเพียงแต่ให้นามบัตรคลินิกทำแท้ง หรือจะช่วยหาทางออกให้กับเขา ในกรณีที่พอมีเวลาอาจให้ข้อคิดกับผู้ซื้อ เช่น

                “เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ การจะตัดสินใจทำอะไรต้องคิดให้รอบคอบ เพราะเป็นเรื่องที่มีผลต่อชีวิตคน ต้องคิดร่วมกันปรึกษากันในครอบครัว หรือกับแฟนให้ดีๆ อย่าเพิ่มด่วนวู่วามตัดสินใจอะไร”

                “ลองไปปรึกษากับแฟนดูก่อนนะว่า พอจะมีทางออกทางอื่นอีกมั้ย “

                “ถ้าเกิดเอาเด็กไว้จะมีปัญหาอะไรตามมาบ้าง ลองช่วยกันคิดให้ละเอียดว่า ใครจะเป็นคนเลี้ยง พอจะหาได้มั้ย งานที่ทำอยู่เขาจะมีปัญหาหรือไม่ ใครจะช่วยออกค่าเลี้ยงดูลูก”

                “ลองคุยกับทางบ้านหรือยังว่า เขาพอจะช่วยอะไรเราได้บ้าง “

“บางทีเราอาจจะคิดกังวลไปล่วงหน้า หรือกลัวไปต่างๆนาๆ จริงๆแล้วที่บ้านอาจไม่ว่าอะไรก็ได้”

“ลองมาคิดดูว่า ถ้าเราไม่เอาเด็กไว้ คือทำแท้งจะเกิดผลเสียอะไรบ้าง เท่าที่รู้ก็อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อแทรกซ้อน ถ้าไปทำในที่ไม่สะอาด ร่างกายไม่แข็งแรง และที่สำคัญความรู้สึกผิดที่ตัดสินใจทำลงไป จะคอยมารบกวนใจเราเรื่อยๆ เราจะแก้ปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นนี้อย่างไร “

ตัวอย่างที่กล่าวข้างต้นเป็นเพียงแค่การที่ผู้ขายจะให้ผู้ซื้อมีมุมมองต่อปัญหาที่กว้างขึ้น คิดให้รอบคอบและรอบด้านขึ้น อยู่บนพื้นฐานของการร่วมกันคิดและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติด้วย ซึ่งต้องใช้เวลาพูดคุยกันนาน ถ้าหากไม่สะดวกคงต้องส่งให้ไปปรึกษาศูนย์ให้คำปรึกษาตามโรงพยาบาลรัฐบาลที่เขามีจัดตั้งคลีนิคด้านนี้โดยตรง เช่น

“เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องใช้เวลาคิดให้รอบคอบหลายด้าน บางทีเรามองปัญหาคนเดียวอาจเจอแต่ทางตัน ลองหาคนที่เขาพอจะให้คำปรึกษาด้วยก็ดีนะ พี่พอจะแนะนำให้น้องไปติดต่อที่……..”

ลึกๆ ในใจของผู้ซื้อ

การซื้อยาที่เกี่ยวข้องเรื่องทางเพศนั้น จะแตกต่างจากการซื้อยาทั่วไป เพราะผู้ซื้อจะมีความรู้สึกต่างๆ ได้

ดังนี้

  1. เขินอาย

ไม่กล้าเล่า ไม่กล้าบอกอาการที่เป็น โดยเฉพาะกับเพศตรงข้าม หรือถ้าพูดออกมาแล้วกลัวว่าคนข้างๆ จะได้ยินเรื่องของเขา อายว่าจะถูกมองว่าเป็นคนไม่ดี บางครั้งตอนแรกอาจจะไม่เขิน แต่พอผู้ขายแสดงท่าทางยิ้มนิดๆ หรือจ้องหน้ามากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกเขินอายขึ้นมาได้

  1. 2.วิตกกังวล

ผู้ซื้ออาจกังวลใจอย่างมากกับอาการที่เป็นอยู่ เช่น รอบเดือนขาดอาจกังวลว่าจะตั้งครรภ์ ซึ่งยังไม่ต้องการในขณะนี้ หรือมีอาการตกขาวก็กังวลว่าจะติดเชื้อโรคร้ายแรงได้ ถ้าผู้ให้บริการสามารถเข้าใจอารมณ์ตรงนี้ได้ ก็จะสามารถช่วยคลายความกังวลใจได้

  1. กลัว

ผู้ซื้ออาจรู้สึกกลัวผู้ให้บริการที่ใช้นำเสียงคาดคั้นเอาคำตอบ หรือพูดขู่ว่าจะเป็นโรคร้ายแรง หรือมองด้วยสายตาแปลกๆ รวมถึงวิตกกังวลมากจนเข้าถึงระดับที่กลัวว่าตนเองจะเป็นโรคร้ายแรง ซึ่งแสดงออกโดยการถามย้ำ หรือบอกอธิบายไปแล้วก็ยังมีสีหน้าไม่สบายใจอยู่

  1. 4.ประหม่าตื่นเต้น

ในกรณีที่จะเริ่มต้นบอกว่าต้องการอะไร เช่น จะซื้อถุงยางอนามัยกับเพศตรงข้าม ยาคุมฉุกเฉิน หรือถูกถามด้วยคำถามติดๆ กัน ไม่ทันได้ตั้งตัว

  1. 5.ไม่มั่นใจยาที่ได้รับ

หลังจากบอกอาการหรือสิ่งที่ต้องการแล้ว สิ่งตอบสนองอาจจะดูไม่น่าเชื่อถือ เช่น ผู้ให้บริการถามนิดเดียวแล้วจัดยาเลย หรือมีของแถมอยู่แล้วแจกให้เลย พูดขัดแย้งกับที่เคยมาใช้บริการครั้งก่อน เป็นต้น

  1. 6.ไม่มั่นใจผู้ขาย/เภสัชกร
บางครั้งผู้รับบริการไม่มั่นใจว่าผู้ขายเป็นเภสัชกรหรือไม่ และไม่มั่นใจว่าคำแนะนำหรือยาที่ได้รับเหมาะสมหรือไม่ เพราะให้คำแนะนำสับสน หรือเภสัชกรใช้สายตามองแบบแปลกๆ ทำสีหน้าดูถูก(สงสัย)ว่าเป็นเด็กใจแตกหรือเปล่า/ดูเป็นคนไม่ดี ชักสีหน้าเมื่อมีการต่อรองราคา

การใช้คำถามเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

 

                การใช้คำถามเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีทั้งคำถามเปิดและคำถามปิด ซึ่งสามารถเลือกใช้ตามสถานการณ์ต่างๆ แต่ละครั้งไป และควรใช้คำถามเปิดบ่อยกว่าคำถามปิดในช่วงแรกของการถาม ส่วนคำถามปิดจะใช้บ่อยครั้งขึ้นในช่วงท้ายของการถาม

  1. 1.คำถามเกี่ยวกับการซักถามอาการ
    1. 1ตกขาว
      1. 1.1ตกขาวที่คุณเป็นมีลักษณะอย่างไร
      2. 1.2ตกขาวเป็นครีมหรือเป็นฟอง
      3. 1.3ตกขาวมีสีเหลืองหรือสีธรรมดา
      4. 1.4นอกจากตกขาวแล้ว คุณสังเกตว่าคุณมีอาการอะไรร่วมด้วย
      5. 1.5ตกขาวคันมั้ย
      6. 1.6ตกขาวมีกลิ่นเหม็นผิดปกติหรือเปล่า
      7. 1.7ตกขาวมีกลิ่นผิดปกติไปจากเดิมบ้างมั้ย
      8. 1.8ตกขาวเป็นมานานเท่าไร
      9. 2หนอง/ปัสสาวะขัด/แผล
        1. 2.1เวลาถ่ายปัสสาวะมีอะไรที่ผิดปกติ
        2. 2.2คุณมีอาการปัสสาวะแสบขัดบ้างหรือไม่
        3. 2.3คุณมีหนองซึมที่ตรงปลาย(อวัยวะเพศ)หรือเปล่า
        4. 2.4บริเวณตรงปลายมีอาการอะไรที่ผิดปกติ
        5. 2.5คุณมีอาการอะไรอื่นร่วมด้วย นอกจากมีแผล
        6. 2.6แผลมีลักษณะอย่างไร
        7. 2.7อาการที่เล่าให้ฟัง เป็นมานานเท่าไร
        8. 2.8มีอะไรที่ไปกระทบกระเทือนบริเวณนั้นหรือเปล่า
  2. 2.คำถามเกี่ยวกับประวัติเสี่ยง

คำถามในข้อนี้จะเป็นการถามในเรื่องส่วนตัวมาก ก่อนใช้คำถามต้องมีการเกริ่นนำ ซึ่งจะมีรายละเอียดในหัวข้อถัดไป (แนวทางการพูดคุย)

กรณีเพศชายที่ยอมรับว่ามีความเสี่ยง การถามเรื่องการป้องกันและระยะเวลาที่เสี่ยงมานานเท่าไร อาจใช้คำถามดังนี้

  1. 1คุณได้ใช้ถุงยางป้องกันหรือไม่
  2. 2ได้มีการป้องกันอะไรบ้าง
  3. 3คุณมีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้ายเมื่อไร
  4. 4มีอาการแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร
  5. 5เหตุการณ์นั้นผ่านมากี่วันแล้ว
  6. 6น้องคิดว่ามีความเสี่ยงครั้งสุดท้ายเมื่อไร
  7. 7ไปเที่ยวครั้งสุดท้ายมากี่วันแล้ว
  8. 3.คำถามเกี่ยวกับอาการของคู่นอน/คู่แต่งงาน
    1. 1ไม่ทราบว่าแฟนคุณมีอาการที่ผิดปกติบ้างหรือไม่
    2. 2คนที่เรานอนด้วยเขามีอาการตกขาวหรือเปล่า
    3. 3แฟนเขาเล่าว่ามีอาการอะไรผิดปกติบ้าง
    4. 4เท่าที่สังเกตแฟนมีอาการอะไรผิดปกติบ้าง
    5. 5ลองถามแฟนดูว่า เขามีอาการตกขาวหรือคันบ้างมั้ย
    6. 6แฟนเขาบ่นหรือพูดเรื่องปัสสาวะขัดๆ ในช่วงนี้บ้างหรือเปล่า
  9. 4.คำถามเกี่ยวกับประวัติการแพ้ยา
    1. 1เคยแพ้ยาอะไรมาก่อนหรือเปล่า
    2. 2เคยกินยาแล้วมีอาการแพ้บ้างมั้ย
  10. 5.คำถามเกี่ยวกับการป้องกันการติดต่อกับคู่นอน/คู่แต่งงาน
    1. 1คุณคิดว่าจะไปคุยกับแฟนเรื่องที่ต้องให้เขากินยาด้วยอย่างไร
    2. 2น้องคิดว่า ถ้าบอกให้แฟนกินยาด้วย เขาจะกินมั้ย
    3. 3น้องจะบอกแฟนอย่างไร ให้เขาใช้ถุงยางอนามัย
    4. 4น้องคิดว่าแฟนจะให้ความร่วมมือใช้ถุงยางอนามัยมั้ย
    5. 5แฟนเขาจะคิดยังไง ถ้าเราบอกเขาว่าจะต้องงดยุ่งกันสักพัก
    6. 6ถ้าบอกแฟนไม่ให้ยุ่งกันช้วงนี้ เขาจะเข้าใจมั้ย
    7. 7เคยใช้ถุงยางอนามัยกับแฟนหรือเปล่า
    8. 8ถ้าไม่เคยใช้จะเริ่มต้นพูดกับเขาอย่างไรดี
  11. 6.คำถามเกี่ยวกับการใช้ยา
    1. 1มีอะไรสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยาบ้าง
    2. 2ต้องกินยาให้ครบ พอจะทำได้มั้ย
    3. 3ก่อนหน้ามาที่นี่ ได้ใช้ยาอะไรมาบ้าง
    4. 4ยานี้เคยใช้มาบ้างหรือเปล่า
    5. 5สะดวกที่จะใช้ยาเหน็บหรือยากิน
    6. 6ถ้าเคยใช้ยาเหน็บมาแล้ว ลองบอกว่าจะใช้อย่างไร จะได้แนะนำเพิ่มเติม
    7. 7ต้องทานยาหลังอาหารทันทีให้ได้วันละ 3 ครั้ง คิดว่าพอจะกินให้ครบ 3 มื้อได้มั้ย
  12. 7.คำถามเกี่ยวกับการส่งต่อ
    1. 1คุณพอจะสะดวกไปรักษาที่ไหนบ้าง
    2. 2ถ้าจะต้องไปศูนย์กามโรค รู้จักที่ไหนบ้าง
    3. 3คิดว่าอยากจะไปตรวจที่คลินิกหรือโรงพยาบาล
    4. 4เบิกค่ารักษาพยาบาลได้หรือเปล่า
    5. 5พอจะลางานไปตรวจกับหมอที่โรงพยาบาลได้หรือเปล่า
    6. 6ถ้าไม่มีหมอผู้หญิง มีแต่หมอผู้ชายตรวจจะได้มั้ย

หลังจากถามคำถามต่างๆ ก่อนจะยุติการให้คำปรึกษา ผู้ให้บริการควรจะตรวจสอบความเข้าใจของผู้ป่วยและชักชวนให้กลับมาติดตามผล ดังรายละเอียดในหัวข้อแนวทางการพูดคุย(หัวข้อถัดไป)

                                                ********************************

แนวทางการสื่อสารกับผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

          การให้คำปรึกษาเรื่องยาแก่ผู้ป่วยในตอนแรกอาจจะขัดเขิน ไม่เป็นธรรมชาติ ไม่ทราบว่าควรจะพูดอย่างไรดี เรียบเรียงประโยคสนทนาไม่ถูก ตัวอย่างประโยคต่อไปนี้จะช่วยให้เห็นแนวทางการใช้คำพูดที่เหมาะสมในแต่ละกรณีได้ โดยเภสัชกรควรจะฝึกฝนให้เกิดความชำนาญและนำมาปรับใช้ให้เป็นประโยคหรือสำนวนของตนเอง โดยไม่ต้องท่องจำเหมือนท่องประโยคสนทนา เพียงแต่จับประเด็นที่ควรจะพูดและนำมาเชื่อมโยงกับคำพูดที่ฟังแล้วลื่นไหลเป็นธรรมชาติของเภสัชกรแต่ละท่าน

          ตัวอย่างประโยคสนทนาดังกล่าวบางประโยค ถ้าอ่านดูอาจจะรู้สึกไม่ดีไม่เหมาะสม แต่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างเภสัชกรกับผู้ป่วยและน้ำเสียงที่ใช้ในการสนทนาด้วย บางประโยคอ่านแล้วดูดี แต่ถ้านำไปพูดด้วยเสียงเข้มอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าถูกบังคับให้ตอบหรือไม่เต็มใจที่จะสนทนาต่อได้ ดังนั้นการใช้คำพูดจึงต้องระวังเรื่องน้ำเสียงให้ฟังนุ่มนวลและสุภาพเป็นพิเศษ

การถามเรื่องประวัติเสี่ยง

“ขอโทษนะคะที่จะต้องถามเรื่องส่วนตัวเล็กน้อย เพื่อจะได้ข้อมูลชัดเจนเพิ่มขึ้น แล้วจะได้จัดยาได้ถูกต้องกับโรคที่เป็นอยู่”

“ขอโทษนะครับที่ผมอาจจะต้องถามเรื่องส่วนตัวเพื่อให้ผมมีข้อมูลเพียงพอที่จะให้การรักษาได้ ไม่ทราบว่าคุณมีแฟนหรือยังคะ ……….แล้วคุณคิดว่าแฟนของคุณมีโอกาสจะไปติดเชื้อนอกบ้านบ้างไหม”

          “ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าช่วงนี้คุณได้มีเพศสัมพันธ์หรือเปล่า”

“ขอโทษนะคะเพื่อเป็นประโยชน์ในการรักษา ดิฉันขอถามเรื่องส่วนตัวนิดนึง ไม่ทราบว่าไปยุ่งกับใครช่วงที่ผ่านมาหรือเปล่า”

          “ขอโทษนะคะ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการจ่ายยา ขออนุญาตถามเรื่องส่วนตัวเล็กน้อย คุณคิดว่าคุณมีประวัติเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์หรือไม่”

          “ขอโทษนะคะจะขอถามประวัติเสี่ยงเล็กน้อย เพื่อประโยชน์ของตัวน้องเองในการรักษา ไม่ทราบว่าแต่งงานแล้วหรือยังคะ

          “ดิฉันอยากจะได้รายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาได้ชัดเจนขึ้น แต่เป็นเรื่องส่วนตัวสักนิด ไม่ทราบว่าคุณจะยินดีให้รายละเอียดเพิ่มเติมมั้ยคะ”

          “ขอโทษนะครับ อย่าคิดว่าเป็นการละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวเลย เพราะอาจเกี่ยวข้องกับโรคที่คุณและแฟนเป็นอยู่ตอนนี้”

          “ถ้าไม่ลำบากใจที่จะตอบ ดิฉันอยากทราบว่าแฟนคุณเคยมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่นหรือเปล่า”

          “ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ต้องถามเรื่องส่วนตัวเพื่อที่ดิฉันจะได้จัดยาได้ถูกต้องต้องขอข้อมูลเพิ่มเติมหน่อยนะคะ ไม่ทราบว่าคุณมีแฟนแล้วหรือยัง…..ไม่ทราบว่าแฟนของคุณมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อนอกบ้านไหมคะ”

          “ไม่ทราบว่าช่วงที่ผ่านมาแฟนมีอะไรกุ๊กกิ๊กนอกบ้านหรือเปล่า”

“ขอโทษนะคะไม่ทราบว่าคุณมีครอบครัวหรือยัง….”

“ไม่ทราบว่าคุณมีภาวะเสี่ยงที่จะติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือเปล่า”

“น้องคิดว่าสามีของน้องจะไปยุ่งกับคนอื่นนอกบ้านไหมคะ”

คำถามที่ไม่ควรใช้

-คุณคิดว่าคุณมีความเสี่ยงหรือเปล่า

การตรวจสอบความเข้าใจกับผู้ป่วย

ตัวอย่างประโยคคำพูด

“ไม่ทราบว่าที่ดิฉันแนะนำคุณไปจะครบถ้วนหรือเปล่า อยากให้คุณช่วยอธิบายให้ฟัง เพื่อว่าคุณจะได้แนะนำเพื่อนได้ถูกต้อง” (กรณีไม่ใช่ผู้ป่วยมาซื้อยาเอง)

“คุณช่วยลองทบทวนวิธีการใช้ยาหน่อยสิคะ เพื่อดิฉันจะได้เพิ่มเติมในบางส่วนที่ดิฉันยังไม่ได้พูดไป”

“อยากให้คุณลองทวนความดูนะคะถึงวิธีทานยาและป้องกัน เผื่อมีอะไรตกหล่นหรือเข้าใจไม่ตรงกัน เราจะได้ทำความเข้าใจให้ถูกต้องตรงกัน”

“เพื่อไม่ให้เป็นการที่ดิฉันลืมแนะนำอะไรคุณไป ช่วยทบทวนถึงการใช้ยาและการปฏิบัติตัวด้วยนะคะ”

“ไม่ทราบว่าน้องมีปัญหาอะไรจะสอบถามเพิ่มเติมไหมคะ ถ้าไม่มีช่วยทบทวนให้พี่ฟังนิดหน่อยว่าต้องทานยาอย่างไร แล้วต้องป้องกันตัวเองอย่างไร”(กรณีมีโอกาสติด STD)

“ไหนน้องลองทวนดูวิธีรับประทานยาและการใช้ยาให้พี่ฟังหน่อย เผื่อพี่ลืมแนะนำอะไรจะได้เพิ่มเติมได้”

“คุณช่วยกรุณาเล่าให้ฟังหน่อยว่ากลับไปคุณจะใช้ยาอย่างไร”

“ไหนลองทบทวนวิธีการใช้ยาและการปฏิบัติตัวให้ดิฉันฟังอีกครั้ง เพื่อจะได้ตรวจสอบความเข้าใจให้ถูกต้องยิ่งขึ้น”

“ตอนนี้คุณช่วยทบทวนที่ดิฉันบอกคุณไปหน่อยได้มั้ยคะ หากมีอะไรตกหล่นไปจะได้เพิ่มเติมนะคะ”

“คุณลองทบทวนวิธีใช้ยา 2 อย่างนี้ว่าจะใช้อย่างไร เพื่อให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจที่ผมแนะนำแล้ว”

“เพื่อให้ผมแน่ใจว่าไม่ลืมสิ่งสำคัญที่จะบอกคุณไป กรุณาทวนให้ผมได้มั้ยครับว่าให้ยาอย่างไรและจะปฏิบัติตัวอย่างไร”

“ไม่ทราบว่ามีอะไรจะซักถามเพิ่มเติมหรือไม่ ถ้าอย่างนั้นช่วยเล่าให้ฟังสักนิดนะครับว่า ยาที่จ่ายไปต้องรับประทานอย่างไร”

“พอจะมีเวลาคุยสักนิดว่า เราได้คุยเรื่องอะไรกันไปบ้าง เผื่อว่าผม(ดิฉันจะได้แนะนำเพิ่มเติม….”

การชักชวนให้กลับมาติดตามผล/เล่าอาการ

“อย่างไรก็กลับมาเล่าอาการให้ฟังบ้างนะครับว่า ดีขึ้นหรือไม่อย่างไร หรือจะโทรมาที่ร้านก็ได้”

“คุณทานยาแล้ว มีอาการอย่างไร ให้ช่วยกลับมาเล่าให้ฟังด้วยนะคะ”

“ถ้าผ่านมาทางนี้ รบกวนช่วยแวะมาบอกผลการรับประทานยาด้วยนะคะ”

“ถ้าอาการดีขึ้นแล้วอย่างไร กลับมาบอกบ้างนะคะและยินดีให้คำปรึกษาเรื่องยาเสมอคะ ขอบคุณคะ”

“ถ้าอาการดีขึ้นแล้ว ผ่านมาทางนี้ช่วยแวะบอกผมสักนิดนึงนะครับ หรือใช้ยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ก็กลับมาหาผมใหม่ได้ครับ”

“ถ้าใช้ยาแล้วเป็นอย่างไร อีก 1 สัปดาห์กลับมาพบดิฉันใหม่ ไม่ทราบว่าจะสะดวกไหมคะ”

“เพื่อให้ผมทราบผลว่าเป็นอย่างไร ภายในอาทิตย์นี้ หากคุณว่างแวะมาหาผมด้วยนะครับ บางทีอาจจะช่วยแก้ไขปัญหาอะไรอีกได้บ้าง”

“ยังไงถ้ามีโอกาส ลองแวะกลับมาอีกครั้ง เพื่อดิฉันจะได้ทราบว่าคุณหายดีหรือยัง หรือมีอาการอย่างไรบ้าง”

“ทานยาแล้วอาการดีขึ้นอย่างไร ถ้าผ่านมาก็แวะมาบอกได้นะครับ หรือจะมาปรึกษาเรื่องอื่นก็ได้ ผมยินดีให้คำแนะนำครับ”

“หากมีปัญหาอยากปรึกษาเพิ่มเติม แล้วไม่ว่างมาก็โทรศัพท์มาเล่าให้ฟังก็ได้ นี่คะเบอร์โทรของที่ร้าน”

ประโยคคำพูดส่งท้าย

-ถ้ามีปัญหาอะไรก็ยินดีให้คำปรึกษาเพิ่มเติมนะครับ

ฮิต: 615